Close
title
f
title
สำนักงานทางหลวงที่ 1
Office of Highways 1 (Chiangmai)
วิสัยทัศน์ : " ทางหลวง สะดวก ปลอดภัย และสวยงามทั่วล้านนา "
 
ข่าวสารทางหลวง
title
กรมทางหลวงขอชี้แจงกรณีโครงการทางก่อสร้างหลวงพิเศษระหว่างเมืองสาย บางปะอิน – นครราชสีมา

กรมทางหลวง ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาให้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อมของทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (หรือ มอเตอร์เวย์) สายบางปะอิน - สระบุรี - นครราชสีมา พร้อมทั้งการออกแบบเบื้องต้น (Preliminary Design) แล้วเสร็จปี พ.ศ. 2547 ต่อมากรมทางหลวงได้ว่าจ้างที่ปรึกษา เพื่อดำเนินการสำรวจและออกแบบรายละเอียด (Detailed Design) แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2551 หลังจากนั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 อนุมัติให้กระทรวงคมนาคม (กรมทางหลวง) ดำเนินโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน – สระบุรี – นครราชสีมา ระยะทาง 196 กิโลเมตร ในกรอบวงเงิน 84,600 ล้านบาท การก่อสร้างงานโยธาแบ่งเป็น 40 ตอน ซึ่งได้เริ่มต้นสัญญาก่อสร้างในช่วงปี 2559 - 2560 ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ 24 ตอน ส่วนที่เหลือ 16 ตอน ยังก่อสร้างไม่เสร็จ มีปัญหาอุปสรรคจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงแบบก่อสร้างตามสัญญาให้เหมาะสม ทำให้มีค่างานเพิ่มขึ้นประมาณ 6,755 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในกรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบเมื่อปี 2558 โดยสรุปประเด็นปัญหาหลักในภาพรวมของโครงการ ได้เป็น 4 กรณี ดังนี้ 1.) สภาพพื้นที่จริงที่เริ่มทำการก่อสร้างในปี 2560 ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยสำรวจออกแบบไว้ตั้งแต่ปี 2551 2.) ได้ปรับปรุงรูปแบบทางวิศวกรรมให้สอดคล้องกับสภาพทางกายภาพ และ สภาพชั้นดินทางธรณีวิทยา ของพื้นที่ก่อสร้างในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความแข็งแรงของตัวโครงสร้างของมอเตอร์เวย์ และประชาชนเดินทางใช้งานได้อย่างปลอดภัย 3.) ปรับรูปแบบให้เหมาะสมสอดคล้องกับโครงสร้างงานสาธารณูปโภค ต่างๆ ข้อจำกัด เงื่อนไข หรือความจำเป็นของหน่วยงานอื่น ที่มอเตอร์เวย์ตัดผ่าน เช่น การยกระดับความสูงเพิ่มขึ้นมอเตอร์เวย์ส่วนที่ข้ามคลองชลประทาน หรือการสร้างกำแพงครอบมอเตอร์เวย์ในช่วงที่ผ่านเรือนจำกลางคลองไผ่ อ.สีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น 4.) การปรับรูปแบบการก่อสร้าง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อข้อร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่ และให้สอดคล้องกับโครงข่ายถนนที่ประชาชนใช้ทางในปัจจุบัน เช่น การก่อสร้างทางขนานตามแนวมอเตอร์เวย์ในบางช่วง หรือก่อสร้างทางลอดเพิ่มขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางเข้าออกพื้นที่ได้สะดวก กรมทางหลวงได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ทั้งในด้านวิศวกรรมงานทางและโครงสร้าง และการบริหารสัญญาก่อสร้าง โดยมีหน่วยงานภายนอกร่วมเป็นคณะกรรมการ รวมทั้งได้ทำหนังสือหารือระเบียบข้อกฎหมาย และแนวทางการดำเนินการต่อไป กับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส คุ้มค่า ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ในปัจจุบันกรมทางหลวงได้มีหนังสือเสนอต่อกระทรวงคมนาคม และสำนักงบประมาณ เพื่อพิจารณารายละเอียด ขออนุมัติเพิ่มวงเงินงบประมาณและขยายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณเพิ่มเติม โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สาย บางปะอิน – สระบุรี - นครราชสีมา จำนวน 16 ตอน ซึ่งคาดว่ากระทรวงคมนาคมจะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติวงเงินค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ในเดือนกันยายน 2565 นี้ เมื่อได้รับอนุมัติวงเงินเพิ่มเติม กรมทางหลวงจะได้วางแผนเร่งรัดงานก่อสร้างในส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ในเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถเริ่มเปิดใช้งานบางส่วนได้ภายในปลายปี 2566 และจะทยอยเปิดให้บริการฟรี พร้อมทดสอบระบบการเก็บเงินค่าผ่านทางในปี 2567 และเปิดบริการเต็มรูปแบบตลอดสาย ต้นปี 2568 ต่อไป
title
กรมทางหลวง ลงพื้นที่ติดตามโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 42 ตอนคลองแงะ - นาทีวี จังหวัดสงขลา ระหว่าง กม.2 - กม.9 เผยความคืบหน้า 93 เปอร์เซนต์ คาดแล้วเสร็จเดือนกันยายน 2565

วันนี้ (27 สิงหาคม 65) นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง พร้อมด้วย ดร.มนตรี เดชาสกุลสม รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ นายไพจิตร แสงทอง ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 16 (นครศรีธรรมราช) นายจอมปวีร์ จันทร์หิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 18 (สงขลา) ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อย และติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 42 ตอนคลองแงะ - นาทีวี จังหวัดสงขลา ระหว่าง กม.2 - กม.9 โดยมี นายวรศักดิ์ วงษ์รอด ผู้อำนวยการศูนย์สร้างทางสงขลา และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ให้การต้อนรับและรายงานสรุปการดำเนินงานโครงการฯ ว่า กรมทางหลวง โดย ศูนย์สร้างทางสงขลาได้ดำเนินการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 42 ตอนคลองแงะ – นาทวี ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้ในการเดินทางของประชาชนและเส้นทางการค้าสู่ประเทศมาเลเซีย จึงดำเนินการก่อสร้างขยายเป็นมาตรฐานชั้นทางพิเศษ ขยายจาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร (ไปกลับข้างละ 2 ช่องจราจร) ระยะทางประมาณ 7.00 กิโลเมตร ดำเนินการก่อสร้างในปีงบประมาณ 2564 - 2565 ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง มีความคืบหน้าร้อยละ 93 คาดว่า จะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2565 นี้ เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการจะมีส่วนสำคัญ ในการส่งเสริมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ เพิ่มศักยภาพในการขนส่งและการเดินทางของประชาชนให้มีความสะดวกรวดเร็ว ปลอดภัย ลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รวมทั้งส่งเสริมการขนส่งสินค้าและผลผลิตทางการเกษตรของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เป็นอย่างดี
title
บอร์ด PPP อนุมัติแล้ว ให้เอกชนร่วมลงทุน 2 โครงการสำคัญ ที่พักริมทาง บน M6 และ M81 และ O&M มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน - บ้านแพ้ว

กรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผย ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ คณะกรรมการ Board PPP สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565 โดยมี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้อนุมัติรูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง บนมอเตอร์เวย์ M6 และ M81 และการให้เอกชนร่วมลงทุนมอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน – บ้านแพ้ว ในส่วนของการก่อสร้างงานระบบ พร้อมการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) ตามนโยบาย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งให้เร่งดำเนินงานด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และบริการด้านคมนาคมในเชิงรุก โดยมุ่งเน้นการบูรณาการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบคมนาคมระหว่างรูปแบบการขนส่ง และการกำกับดูแลการพัฒนาระบบคมนาคมให้มีความสะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา และราคาสมเหตุสมผล ทั้งนี้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน และเป็นการสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนนั้น นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ คณะกรรมการ PPP สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้พิจารณาเห็นชอบโครงการ การให้เอกชนร่วมลงทุนพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน - นครราชสีมา และหมายเลข 81 สายบางใหญ่ - กาญจนบุรี รวมถึงการให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 82 สายบางขุนเทียน - บ้านแพ้ว สำหรับการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) การให้เอกชนร่วมลงทุนพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน – นครราชสีมา ประกอบด้วยที่พักริมทาง 8 ตำแหน่ง ได้แก่ จุดพักรถวังน้อย จุดพักรถหนองแค สถานที่บริการทางหลวงสระบุรี จุดพักรถทับกวาง ศูนย์บริการทางหลวงปากช่อง จุดพักรถลำตะคอง สถานที่บริการทางหลวง สีคิ้ว และจุดพักรถขามทะเลสอ วงเงินลงทุนรวมตลอดทั้งสัญญากว่า 9,500 ล้านบาท และการให้เอกชนร่วมลงทุนฯ ที่พักริมทาง บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่ - กาญจนบุรี ประกอบด้วยที่พักริมทาง 3 ตำแหน่ง ได้แก่ สถานที่บริการทางหลวงนครชัยศรี สถานที่บริการทางหลวงนครปฐม และจุดพักรถท่ามะกา วงเงินลงทุนรวมตลอดทั้งสัญญากว่า 6,400 ล้านบาท รวมทั้ง 2 สาย ตลอดทั้งสัญญากว่า 15,900 ล้านบาท โดยภาคเอกชนลงทุนออกแบบก่อสร้าง จัดให้มีที่พักริมทางรวมถึงงานระบบ การจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่าง ๆ ตามมาตรฐานและข้อกำหนดกรมทางหลวง ตลอดจนดูแล บำรุงรักษา บูรณะ และบริหารจัดการตลอดระยะเวลา 32 ปี (นับตั้งแต่วันที่เริ่มลงมือก่อสร้าง) โดยมีแผนเปิดทดลองบริการพื้นฐาน ได้แก่ ห้องน้ำ ที่จอดรถ และร้านค้าบางส่วน ภายในสิ้นปี 2566 และเปิดให้บริการเต็มรูปแบบพร้อมสายทางหลักในปี 2567 สำหรับโครงการร่วมลงทุน O&M มอเตอร์เวย์เวย์ M82 บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว วงเงินลงทุนรวมตลอดสัญญากว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อการก่อสร้างงานระบบ พร้อมทั้งการดำเนินงานและบำรุงรักษา (Operation and Maintenance : O&M) เป็นการลดภาระงบประมาณภาครัฐในการก่อสร้างและบำรุงรักษาตลอดอายุโครงการ โดยมีรูปแบบงานระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม่กั้น หรือ M-Flow รวมถึงให้เอกชนดำเนินงานระบบอำนวยการและบริหารจัดการจราจร ตลอดจนดูแล บำรุงรักษา บูรณะ และบริหารจัดการตลอดระยะเวลา 32 ปี (นับตั้งแต่เริ่มลงมือก่อสร้างงานระบบ) โครงการ M82 บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและผลประโยชน์ด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจทางอ้อม มูลค่ารวมกว่า 100,000 ล้านบาท ส่งเสริมการจ้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจ ที่สำคัญยังช่วยให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเกิดความสะดวกสบาย ปลอดภัย ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทยให้มีศักยภาพสูงสุด ด้าน ดร.ธนศักดิ์ วงศ์ธนากิจเจริญ ผู้อำนวยการกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง กล่าวต่อว่า ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน (19 ส.ค. 65) ยังมีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นการทบทวนผลการศึกษาความเหมาะสมในการให้เอกชนร่วมลงทุน หรือ PPP ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 8 สายนครปฐม-ชะอำ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนและนักลงทุน (Market Sounding) เพื่อการพิจารณารูปแบบการร่วมลงทุนโครงการ ในรูปแบบการประชุมทางไกลโดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 160 คน ประกอบด้วย สถาบันการเงิน ที่ปรึกษาการร่วมลงทุน ผู้แทนจากกลุ่มผู้รับเหมา หน่วยงานราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ภาคเอกชน รวมถึงหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย เข้าร่วม สำหรับโครงการ การให้เอกชนร่วมลงทุน หรือ PPP ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 8 สายนครปฐม-ชะอำ ปัจจุบันได้ดำเนินการสำรวจและออกแบบรายละเอียด และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้วเสร็จ รวมถึงคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ได้เคยเห็นชอบในหลักการของโครงการ โดยอนุมัติให้ดำเนินโครงการฯ ในรูปแบบทางหลวงสัมปทาน ด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP Net Cost ซึ่งการทบทวนผลการศึกษาได้เสนอให้ดำเนินการปรับปรุงรูปแบบโครงการในส่วนต่าง ๆ เพื่อลดค่าลงทุนโครงการ รวมถึงผลกระทบต่อประชาชน เช่น การปรับรูปแบบโครงการจากถนนระดับดินบนเข็มเป็นรูปแบบสะพานบก ซึ่งช่วยลดผลกระทบทางด้านการเวนคืนที่ดินของประชาชน ลดค่าก่อสร้าง การนำระบบ M-Flow มาใช้กับโครงการแทนการจ่ายเงินที่พนักงาน และลดปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณด่านจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ให้ผู้ใช้ทาง เป็นต้น ซึ่งสามารถลดมูลค่าก่อสร้างได้กว่า 3,200 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 4.3% เมื่อเทียบกับการศึกษาครั้งที่ผ่านมา รวมถึงมีแนวคิดที่จะทำการก่อสร้างเป็นช่วง เพื่อให้โครงการสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ตอบสนองต่อความต้องการในการเดินทางและขนส่งสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในการประชุมยังเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานแสดงความคิดเห็นและหาแนวทางในการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการลงทุนโครงการ รวมถึงข้อมูลด้านการจัดทำร่างประกาศเชิญชวน ร่างเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน และร่างสัญญาร่วมลงทุน เพื่อนำความเห็นและข้อเสนอแนะมาประกอบใช้ในการดำเนินโครงการให้มีความเหมาะสม ครบถ้วน และมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่มา: facebookกรมทางหลวง