Close
title
f
 
ข่าวสารทางหลวง
title
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้กระทรวงคมนาคมเร่งขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางถนนและการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือมอเตอร์เวย์

นายกฯ มอบคมนาคม เร่งขยายมอเตอร์เวย์ให้ถึงสนามบินอู่ตะเภาและเชื่อมต่อ EEC กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หวังเติมเต็มโครงข่ายโลจิสติกส์เชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน ปักธงไทยฮับขนส่งอาเซียน           พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้กระทรวงคมนาคมเร่งขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางถนนและการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือมอเตอร์เวย์ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชนให้มีความปลอดภัย สะดวกรวดเร็ว มีระบบคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ที่ทันสมัยพร้อมรองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต กระจายความเจริญและสร้างเศรษฐกิจชุนชนระดับฐานราก เป็นการสร้างความมั่นคงในระยะยาวให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ รวมทั้งการเติมเต็มโครงข่ายการคมนาคมขนส่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน           นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมจึงได้เร่งรัดกรมทางหลวงก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 7ส่วนต่อขยาย ช่วงพัทยา-มาบตาพุด ให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย และได้เปิดทดลองให้บริการโดยไม่เก็บค่าผ่านทางไปตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมาจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2563 และได้สั่งการให้ศึกษาออกแบบเพื่อก่อสร้างส่วนต่อขยายต่อไปถึงท่าอากาศยานอู่ตะเภา รวมทั้งการพัฒนาโครงข่ายมอเตอร์เวย์จาก EEC ไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือผ่านจังหวัดปราจีนบุรี นครราชสีมา เพื่อเชื่อมต่อระบบขนส่งและโลจิสติกส์สู่ประเทศเพื่อนบ้าน เสริมศักยภาพการค้าชายแดน “ในอนาคตหากโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ส่วนต่อขยายเชื่อมโยงถึงท่าอากาศยานอู่ตะเภา และการเชื่อมมอเตอร์เวย์จากภาคตะวันออกกับภาคอีสาน จะเป็นการเติมเต็มระบบโครงข่ายคมนาคมขนส่งของไทยสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของอาเซียนอย่างสมบูรณ์ ส่งเสริมเศรษฐกิจไทยทั้งในระดับภาพรวมและระดับฐานรากให้ก้าวไกล เติบโตมั่นคง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนได้อย่างยั่งยืน”           นายศักดิ์สยาม กล่าว “มอเตอร์เวย์หมายเลข 7 ส่วนต่อขยาย ช่วงพัทยา-มาบตาพุด นอกจากจะอำนวยความสะดวกรวดเร็วให้แก่ผู้ใช้ทางแล้วยังสร้างประโยชน์เพิ่มเติมต่อภาพรวมของประเทศอีก 4 ด้านคือ เพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายโลจิสติกส์ รองรับการขนส่งภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC รวมทั้งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ผ่านการเชื่อมโยงการขนส่งทั้งทางถนน, ราง, น้ำ และอากาศ เพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน ส่งเสริมเศรษฐกิจตลอดแนวเส้นทางโครงการและจังหวัดใกล้เคียง ทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในระยะยาว ส่งเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยวในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว ให้สามารถเดินทางเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้สะดวกยิ่งขึ้น เป็นการกระจายรายได้ไปยังชุมชน และสร้างความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะยาว เพิ่มความปลอดภัย ในการเดินทาง ด้วยรูปแบบของทางหลวงพิเศษขนาด 4-6 ช่องจราจรที่มีการควบคุมการเข้า-ออกอย่างสมบูรณ์ ซึ่งทำให้ผู้ใช้ทางเดินทางได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยใช้เวลาเพียง15-20 นาทีจากทางแยกต่างระดับมาบประชันถึงท่าอากาศยานอู่ตะเภา จังหวัดระยอง และสามารถใช้ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยความปลอดภัยตลอดเส้นทางนอกจากนี้ กรมทางหลวง ยังมีแผนก่อสร้าง จุดพักรถ (Rest Stop) มาบประชัน และสถานที่บริการทางหลวง (Service Area) บางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อให้ผู้ใช้ทางสามารถจอดพักเพื่อผ่อนคลายจากการขับขี่ได้โดยมีแผนเปิดให้บริการภายในปี 2565 อีกด้วย” นายศักดิ์สยาม กล่าวในที่สุด   ขอขอบคุณที่มาข่าวและภาพข่าว : FACEBOOK กรมทางหลวง
title
การประชุมตรวจสอบแบบงานก่อสร้าง ปีงบประมาณ 2563 วงเงินอำนาจสำนักงานทางหลวงที่ 1

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2563 เวลา 9.30 น. นายศุภกร วชิราภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 1 เป็นประธานการประชุมตรวจสอบแบบงานก่อสร้าง ปีงบประมาณ 2563 วงเงินอำนาจสำนักงานทางหลวงที่ 1 เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินการโครงการต่าง ๆ  ตลอดจนร่วมหารือถึงปัญหา อปุสรรค ที่เกิดขึ้นในการดำเนินการก่อสร้างโครงการ กับคณะบุคคลที่เกี่ยวข้อง อาทิ รองผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 1 ตำแหน่งที่ 1 และตำแหน่งที่ 2 ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงในสังกัด ผู้อำนวยการส่วนงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งช่างผู้ควบคุมงาน ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคารสำนักงาน (หลังใหม่) สำนักงานทางหลวง
title
กรมทางหลวง ดีเดย์เปิดให้ทดลองใช้มอเตอร์เวย์สาย 7 ส่วนต่อขยายพัทยา-มาบตาพุด 22 พ.ค.นี้

กรมทางหลวงจะเปิดทดลองให้ใช้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายกรุงเทพฯ - บ้านฉาง ส่วนต่อขยายช่วงพัทยา-มาบตาพุด ฟรี โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 63 จากนั้นจึงจะเรียกเก็บในอัตราใหม่ (ช่วงพัทยา - มาบตาพุด) ในช่วงเดือนกันยายน เป็นต้นไป           นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมมีนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งดำเนินการก่อสร้าง ปรับปรุง และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในทุกโหมดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นทางบก น้ำ อากาศและราง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของกรมทางหลวง ได้เร่งรัดก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ส่วนต่อขยายช่วงพัทยา-มาบตาพุด และมีกำหนดจะเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการ ในวันที่ 22 พฤษภาคมจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2563 โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางเพิ่ม เพื่อทดสอบระบบและอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างโครงการที่กระทรวงคมนาคมพยายามเร่งผลักดันจนประสบผลสำเร็จนั่นเอง           ด้านนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยถึงทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายกรุงเทพฯ - บ้านฉาง ว่าเป็นหนึ่งในโครงข่ายสำคัญตามแผนแม่บทการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ระยะ 20 ปี เพื่อเสริมประสิทธิภาพการเดินทางและขนส่งทางถนน โดยปัจจุบันเปิดให้บริการช่วงกรุงเทพฯ – ชลบุรี – พัทยา สำหรับส่วนต่อขยายช่วงพัทยา-มาบตาพุด ซึ่งเพิ่มเติมขึ้นมาและจะเปิดทดลองให้บริการในวันที่ 22 พฤษภาคมนั้น ประกอบด้วย ด่านเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง 3 ด่าน ได้แก่ ด่านห้วยใหญ่ ด่านเขาชีโอน และด่านมาบตาพุด มีระยะทางรวม 32 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวม 17,784? ล้านบาท (มูลค่าเวนคืน 6,000 ล้านบาท และมูลค่าก่อสร้าง 11,784 ล้านบาท) โดยกรมทางหลวงใช้เงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง ซึ่งเป็นรายได้ที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางจากทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ที่เปิดให้บริการในปัจจุบันมาใช้ดำเนินการก่อสร้างทั้งหมด  สำหรับการเปิดทดลองให้บริการในครั้งนี้ จะเปิดให้เข้า – ออกเฉพาะจุดปลายทางบริเวณด่านอู่ตะเภา            โดยกรมทางหลวงจะไม่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางเพิ่ม ตัวอย่างเช่น กรณีที่ผู้เดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพื่อไปอู่ตะเภา ให้คืนบัตรที่ด่านอู่ตะเภา แต่ชำระค่าผ่านทางในอัตราสูงสุดที่ด่านโป่งเท่านั้น โดยมีอัตราค่าธรรมเนียมผ่านทาง รถยนต์ 4 ล้อ 25-100 บาท, รถยนต์ 6 ล้อ 45-160 บาท และรถยนต์มากกว่า 6 ล้อขึ้นไป 60-235 บาท ซึ่งเป็นจำนวนค่าธรรมเนียมผ่านทางเท่าเดิมที่เคยจ่าย (โป่ง-อู่ตะเภา และ พัทยา-อู่ตะเภา อัตราค่าธรรมเนียมผ่านทาง 0 บาท ทุกประเภท) และเมื่อเปิดให้บริการเต็มรูปแบบภายหลังการทดลองใช้แล้ว จึงจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางเพิ่มเติมสำหรับช่วงใหม่ โดยมีอัตราค่าธรรมเนียมผ่านทางตลอดเส้นทาง รถยนต์ 4 ล้อ 25-130 บาท, รถยนต์ 6 ล้อ 45-210 บาท และรถยนต์มากกว่า 6 ล้อขึ้นไป 60-305 บาท ตามลำดับ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายกรุงเทพฯ - บ้านฉาง ถือเป็นทางเลือกในการเดินทางที่สำคัญ เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและโลจิสติกส์ของภาคอุตสาหกรรม เติมเต็มโครงข่ายคมนาคมขนส่งในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เชื่อมโยงการขนส่งทั้งทางน้ำและทางอากาศ เชื่อมด่านการค้าชายแดนและพื้นที่อุตสาหกรรมหลัก ตลอดจนการเดินทางระหว่างภูมิภาค ซึ่งเป็นการแบ่งเบาปริมาณการจราจรจากทางหลวงสายหลัก ขยายโอกาสการค้าและการลงทุน ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน   ขอขอบคุณที่มาข่าวและภาพข่าว : FACEBOOK กรมทางหลวง